เครือข่ายพระสงฆ์จัดเวทีเสวนา “แนวทางให้วัดเป็นเขตปลอดบุหรี่” และหนุนพระสงฆ์สุขภาพดีเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา

——————————————————

พระครูโพธฺวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด

พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด  กล่าวว่า การสูบบุหรี่ของพระสงฆ์สามเณรสามารถอธิบายเป็น 2 ส่วน 1)  พระสงฆ์บางท่านสูบและติดบุหรี่ตั้งแต่เป็นฆราวาส 2) กลุ่มที่เริ่มสูบบุหรี่ระหว่างที่บวช กลุ่มนี้จะพบว่า การถวายบุหรี่ให้กับพระสงฆ์เป็นส่วนสำคัญในการทำให้พระสงฆ์ติดบุหรี่  เมื่อก่อนเวลาทำบุญก็จะถวายบุหรี่แก่พระสงฆ์ สามเณร เกือบทุกงาน เมื่อพระสงฆ์เห็นบุหรี่ก็จะหยิบมาสูบได้ง่าย ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำก็คือพยายามลด ละ เลิก และเป็นต้นแบบให้กับญาติโยม ถ้าวัดไหนที่เจ้าอาวาสไม่สูบบุหรี่ ก็จะทำเรื่องนี้ได้ง่าย สามารถกำหนดเป็นนโยบายหรือกฎระเบียบของวัดได้ พระเณรที่อยู่ในวัดก็จะไม่สูบบุหรี่เช่นกัน เพราะนอกจากกฎระเบียบของวัดแล้ว กฎหมายก็กำหนดให้วัดเป็นเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่ 100  %  ซึ่งการทำให้วัดเป็นเขตปลอดบุหรี่นั้นยังส่งผลถึงญาติโยมที่จะลด ละ เลิก อีกด้วย ยิ่งถ้าพระสงฆ์สามารถเทศน์นา อบรมประชาชนอย่างต่อเนื่องก็จะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น  แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการปรับเปลี่ยนแนวความคิดให้เข้าใจและตระหนักต่อปัญหาการสูบบุหรี่ว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อพระสงฆ์ นอกจากนี้ยังมองว่าการสูบบุหรี่เป็นค่านิยมอย่างหนึ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน ชอบสูบบุหรี่ตามเพื่อนคิดว่ามันเทห์ โดยเฉพาะสามเณรในโรงเรียนปริยัติธรรม หลายท่านที่ทำงานในโรงเรียนปริบัติธรรมจะรู้ดี สิ่งหนึ่งที่จะตามมาจากการสูบบุหรี่ก็คือ มันจะมีโอกาสขยายไปยังเสพติดชนิดอื่นๆ   หากถามว่าเราจะป้องกันได้อย่างไร ขอเสนอว่าควรมีการติดป้ายรอบๆ บริเวณวัด ให้เห็นชัดเจน การเทศนาของพระสงฆ์ และการเข้มงวดป้องกันนักสูบหน้าใหม่จะช่วยลดการสูบบุหรี่ในวัดได้

“การทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้สูบบุหรี่จะต้องมีกระบวนการที่ละเอียดมากพอ”

การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ จะใช้กฎระเบียบ กฎหมาย ยังไม่เพียงพอ ต่อให้มีป้ายยังไงเขาก็ยังสูบอยู่ดี วิธีการจัดการเรื่องนี้คิดว่าต้องมีกลไก มีวิธีการที่ละเอียดพอ ที่จะไปดูแล บำบัดเขาอีกรูปแบบหนึ่ง

พระมหาอินสอน  คุณวุฒิโธ  ผู้อำนวยการโรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเองอยู่กับน้องสามเณร มองเห็นปรากฏการณ์อยู่ 2 เรื่องหลักๆ ได้แก่กลุ่มผู้สูบหรี่อยู่แล้ว และนักสูบหน้าใหม่ กลุ่มนี้ถือว่าเป็นวัยรุ่นที่อยากลองไม่ว่าสูบมาก่อนหรือกำลังจะสูบในขณะเรียน ในทางการแพทย์มีการอธิบายชัดเจนว่า สารนิโคติน (Nicotine) อยู่ในร่างกายได้เพียง 72 ชั่วโมง  สิ่งที่ทำให้เลิกไม่ได้ก็คือ ความเคยชินเพราะสภาพแวดล้อมที่อยู่ หรือพฤติกรรมที่กระทำต่อเนื่อง เพื่อนคอยชักชวนทำให้ต้องกลับมาสูบใหม่ กลุ่มนี้ถือว่าชวนให้เลิกได้ง่ายภายใน 7 วัน หรือ 1 เดือน  แต่เมื่อเลิกแล้วเขากลับมาเจอเพื่อน สถานที่ สภาพแวดล้อมเดิมมีโอกาสที่จะกลับมาสูบใหม่ได้สูง

ฉะนั้นไม่ว่าเราจะมีกฎหมาย กฎระเบียบอย่างไรก็ตามอาตมามีข้อสังเกตุว่าถ้าเป็นนักสูบอยู่แล้วมันเหมือนการไปตีตรา ไปกดดันตัวเขา เมื่อเขาถูกกดดันเขาจะหาทางออกซึ่งพบว่า กลุ่มนี้ก็จะแอบสูบตามห้องน้ำ สถานที่ลับหูลับตาคน ประการต่อมาคือสร้างเครือข่ายนักสูบให้มากขึ้นเพิ่มอำนาจในการต่อรอง เหมือนที่เราสร้างเครือข่ายในการทำงานเช่นกัน  เมื่อเขาเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ขึ้นมา จะไม่มีคนที่เป็นสายให้เราแต่จะเป็นสายทางด้านสูบบุหรี่แทน สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการการป้องกันตนเองตามธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว

ฉะนั้นการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ จะใช้กฎระเบียบ กฎหมาย ยังไม่เพียงพอ ต่อให้มีป้ายยังไงเขาก็ยังสูบอยู่ดี วิธีการจัดการเรื่องนี้คิดว่าต้องมีกลไก มีวิธีการที่ละเอียดพอ ที่จะไปดูแล บำบัดเขาอีกรูปแบบหนึ่ง ในส่วนของกลุ่มนักสูบหน้าใหม่หรือกลุ่มที่กำลังจะทดลอง เราใช้กฎระเบียบหรือกฎหมายก็จะมีส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้เขาเป็นนักสูบหน้าใหม่และเข้าใกล้สิ่งได้

“การสูบบุหรี่ผิดศีลข้อ 5 จริงหรือไม่”

“หากบวชแล้วไม่มีกระบวนการจัดการเรื่องนี้ อันนี้คือปัญหาใหญ่ เพราะเมื่อเข้ามาบวชแล้วมีเวลาว่างมาก สถานที่ปลอดภัย มีร่มไม้ต่างๆ มันก็กลายเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการสูบบุหรี่เช่นกัน อย่าลืมว่าปัจจุบันนี้สังคมตั้งคำถามกับพระสงฆ์มากมาย เราควรออกมาพูดเรื่องนี้ให้มากขึ้น”

พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทโธ,ผศ.ดร. อาจารย์ประจำ มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวถึงงานวิจัยเรื่องการวิเคราะห์หลักธรรมทางพุทธศาสนาต่อปัญหาการสูบบุหรี่ โดยศึกษาเกี่ยวกับการสูบบุหรี่มันผิดศีลหรือไม่ ท่านกล่าวว่ามีความเห็นในเรื่องนี้เป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกมองว่าแม้ไม่บัญญัติไว้ในพระธรรมวินัยก็ตาม แต่ถ้ามองที่เจตนาแล้ว การกระทำแบบนี้ทำให้ร่างกายเจ็บป่วย เป็นการเบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่น การทำร้ายสุขภาพของตนเองและทำร้ายผู้อื่นอาจจะผิดข้อ 1 ข้อ 2 ร่วมก็ได้ เพราะเจตนาทำร้ายสุขภาพของคนอื่น ถือว่าผิด แม้อาจจะไม่ผิด 100 % ศีลก็ด่างพลอย การสูบบหรี่ไม่ช่วยให้สติสัมปชัญญะเจริญขึ้น นั้นหมายความว่ามีผลกระทบต่อศีล  ส่วนใหญ่เราพูดถึงเบญจศีล แต่ไม่พูดถึงเบญจธรรม  ซึ่งเบญจธรรมหมายถึงความเมตตา กรุณา เป็นธรรมที่ปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข หลุดพ้นจากความทุกข์ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราสูบบุหรี่แล้ว มีความปรารถนาอย่างนั้นหรือเปล่า  หลักธรรมตรงนี้หนุนเสริมให้ชัดขึ้นว่าการสูบบุหรี่ผิดหรือไม่ผิด อันนี้ก็ต้องไปพิจารณากันต่อไป

หากเราย้อนมูลเหตุของการบัญญัติพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะพบว่า เจตนาเพื่อแก้ไขปัญหา นำไปสู่การเจริญสติ อะไรก็ตามที่มันเป็นอุปสรรคสู่มรรคผลนิพพาน พระองค์ก็จะบัญญัติเป็นพระธรรมวินัย แม้ท่านไม่ได้บัญญัติพระธรรมวินัยเราน่าจะพิจารณาด้วยสติและปัญญาว่าสิ่งนี้ควรหรือไม่ควร

ประเด็นต่อมาหากบวชแล้วไม่มีกระบวนการจัดการเรื่องนี้ อันนี้คือปัญหาใหญ่ เพราะเมื่อเข้ามาบวชแล้วมีเวลาว่างมาก สถานที่ปลอดภัย มีร่มไม้ต่างๆ มันก็กลายเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการสูบบุหรี่เช่นกัน อย่าลืมว่าปัจจุบันนี้สังคมตั้งคำถามกับพระสงฆ์มากมาย เราควรออกมาพูดเรื่องนี้ให้มากขึ้น

“กระบวนการทำงานแก้ไขการสูบบุหรี่ โดยการสร้างเงื่อนต่างๆ ”

พระมหาอนุวัตร ฐิตเมโธ

พระมหาอนุวัตร ฐิตเมโธ ประธานเครือข่ายพระคิลานุปัฏฐากภาคเหนือ กล่าวว่า สมัยอดีต ปู่ ย่า ตายายสูบบุหรี่เพื่อป้องกันแมลงจำพวก ริ้น ยุง ไม่ถึงขนาดเจ็บป่วยต้องไปรักษาเช่นปัจจุบัน หากพูดถึงทุกวันนี้ บุหรี่ถูกผลิตจากระบบอุตสาหกรรม แฝงไปด้วยสารเคมีต่างๆ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าในอดีต

  การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของพระสงฆ์นั้น เป็นการเจริญสติ แน่นอนว่ามาเข้ากรรมฐานหยิบบุหรี่ก็ยังมีหิริและโอตัปปะ อาตมามองว่ามาตรการต่างๆ ในการบังคับใช้กับคนที่สูบบุหรี่ ก็ยังไม่สามารถทำให้เขาเลิกได้แต่หากอยู่ที่ใจของเขา ประการต่อมาก็คือเมื่อเขาสูบบุหรี่ในวัดหรือที่ห้ามสูบ ก็ไม่มีคนมาปรับเขาแต่อย่างใดแต่ถ้ามีคนถ่ายรูปแล้วไปร้องเรียนอันนี้จะมีการปรับจริง กฎหมายก็เหมือนเป็นการขู่ บังคับ ส่วนการช่วยให้คนสูบเลิก อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ เมื่อเขาพร้อมก็เลิกได้เอง  สิ่งสำคัญเราต้องสร้างเงื่อนไข ปัจจัยให้เขาอยากเลิก เช่น คนที่กำลังท้องเตรียมเป็นแม่คน และเขารู้ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพตนเองและลูก เขาพร้อมจะเลิกได้ทันที เงื่อนไขเหล่าคือสิ่งสำคัญ  กรณีโยมพ่อของอาตมา เมื่อก่อนดูดบุหรี่จัด พออาตมาบวชเรียนขึ้น ม. 1 บอกพ่อว่าถ้าเทอมหน้าลูกเณรสามารถสอบได้เกรด 4 ทุกวิชา ขอโยมพ่อเลิกบุหรี่ได้หรือไม่  คุณพ่อก็เลิกได้จริงๆ เพราะฉะนั้นการเลิกบุหรี่ต้องมีจังหวะและโอกาส หากว่าจะช่วยเขาเราต้องสร้างเงื่อนไข อาตมาสังเกตุว่าคนสูบบุหรี่ส่วนใหญ่มักฉันอาหารรสจัด ต้องปรับสภาพแวดล้อมทั้งหมด ตั้งแต่อาหาร สภาพแวดล้อม สิ่งที่อยู่รอบตัวเขา  

ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณะบดีคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าการทำให้วัดปลอดบุหรี่ในปัจจุบันน่าจะเป็นปัญหาทั้งสองฝ่าย ทั้งฆราวาสและพระสงฆ์เอง พอฆราวาสถูกบีบจากพื้นที่ห้ามสูบมากๆ ก็เข้าไปสูบในวัดเลยก็มี ส่วนอันตรายจากการสูบบุหรีหรือจากการได้รับควันบุหรี่มือสองนั้น มีมากมายตั้งเส้นเลือดโป่งพอง เป็นพื้นฐานของโรคต่างๆ ในปัจจุบัน และเวลาเราสูบบุหรี่เข้าไป ต่อมรับรสมันจะถูกทำลาย มันต้องการรสอาหารจัดมากขึ้น พอหยุดสูบบุหรี่ก็จะดีขึ้นเช่นกัน การจัดพื้นที่สูบบุหรี่เมื่อก่อนที่หน่วยงานก็ถูกตำรวจเรียกไปปรับเช่นกันเพราะไม่ติดป้ายเขตปลอดบุหรี่ แม้กระทั่งวัดบางวัดที่เคยเข้าไปสนทนาธรรมกับท่านก็เช่นกัน ส่วนตัวมองเรื่องนี้ว่า กลไกการเฝ้าระวังมีส่วนช่วยให้วัดเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่ได้ พระสงฆ์เป็นแบบอย่างให้ฆราวาส ส่วนคนที่ติดก็เลิกไม่ง่ายเช่นกัน เราจะเห็นว่าทำไมต้องมีคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ ถือว่าเป็นตัวช่วยสำหรับคนที่เลิกไม่ได้ แทนที่จะหยุดด้วยตัวเอง ยิ่งถ้ามีนโยบายก็จะเลิกได้ง่ายขึ้น คลินิกเลิกบุหรี่ที่ผ่านมาสามารถช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้หลายคน แต่ก็พบเช่นกันว่า หลายคนก็กลับมาสูบใหม่ ส่วนหนึ่งเกิดจากจิตใจของคนนั้นยังไม่เข้มแข็งพอ พระภิกษุสงฆ์น่าจะมีจิตใจเข้มแข็งกว่าคนทั่วไป อีกประการหนึ่งก็คือ การติดตามการทำงานอย่างต่อเนื่องและใช้สื่อรณรงค์เรื่อยๆ คงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยได้  ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าแน่นอนว่ามีภัยร้ายแรง ทำให้สมองมีความอยากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมยังกังวลว่า สารเสพติดตัวนี้จะนำไปสู่การเสพติดชนิดอื่นที่มีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต